Tuesday, April 29, 2008

My Game's REVIEW : The Legend of Zelda : Twilight Princess (Wii)

The Legend of Zelda : Twilight Princess (Wii)
Twilight Princess เป็นภาคล่าสุดของ The Legend of Zelda เกมอมตะของค่ายนินเทนโดที่ทำมาเมื่ื่อไหร่ก็ขายดีเมื่อนั้น โดยในภาค Twilight Princess เวอร์ชั่น Wii นั้นเป็นภาคที่อลังการที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องและปริศนารวมทั้ง puzzle ที่แทบจะไม่ซ้ำกันอัดแน่นให้เล่นกันมากกว่า 60 ชั่วโมง กราฟฟิกในเกมส์ที่อลังการแล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จาก nunchuk + wiimote ได้ครบทุกฟีเจอร์ และทำให้การควบคุมหลากหลาย แต่ใช้งานง่ายอย่างน่าประทับใจ

ตัว wiimote ยังคงแสดงความโดดเด่นเช่นเคย หากทำท่าชักดาบออกจากหลัง ลิงค์ ก็จะชักดาบ เช่นเดียวการฟัน และแทง ก็จะทำให้ ลิงค์ทำแบบเดียวกันในเกม มีแตกต่างนิดหน่อยคือท่ากระโดดฟัน ต้องกด Z(ใน nunchuk)ค้าง พร้อมฟันปกติ น่าเสียดายที่ใช้กระโดดจริงๆไม่ได้ ^^
เช่นเดียวกับการเหวี่ยงเบ็ดเพื่อตกปลา หรือกระตุกกลับเมื่อปลากินเหยื่อ ก็ใช้เหวี่ยง wiimote แทนเช่นกัน
ตัวLink มีแอ็กชั่นที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น ปีน กระโดด ขี่ม้า ฟันดาบ ยิงธนู ว่ายน้ำ กลิ้ง มุดท่อ เป่าใบไม้ เมื่อรวมกับคอนโทรลเลอร์ที่ไม่คุ้นเคยก็น่าจะยาก แต่กลายเป็นง่าย เพราะเกมผนวกเอา tutorial เข้ามาในช่วงแรกๆ ของเนื้อเรื่องได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น การไปช่วยต้อนแกะเข้าคอก(หัดขี่ม้า) โชว์หนังสติ๊ก(หัดใช้อาวุธยิง) สอนดาบให้เด็กๆ(จริงๆเราให้เด็กมันสอน)
นอกจากเนื้อเรื่องหลักๆแล้ว ตัวเกมส์ส่วนใหญ่จะอยู่ภายในดันเจี้ยนที่แตกต่างกันไปตามแต่ละ Province ขนาดของดันเจี้ยนแต่ละแห่งนั้นเรียกไำด้ว่าเอามาสร้างเป็นเกมส์ๆนึงได้อย่างสบายๆ แต่ถึงแม้ว่าตัวเกมส์จะกว้างใหญ่และอาจใช้เวลานานในการแก้ปริศนาและผ่านด่าน ก็ไม่ทำให้รู้สึกว่าน่าเบื่อจนอยากเลิกเล่นแต่อย่างใด ตลอด 60 กว่าชั่วโมงในการเล่นเกมส์นี้ ไม่ปล่อยให้เราทำอะไรซ้ำๆซากๆ (อย่างเก็บเลเวลให้เก่งๆแล้วถึงจะเล่นต่อเหมือนเกมส์ Action-RPG อื่นๆ)
Good
-ดันเจี้ยนแต่ละแห่งที่ออกแบบมาได้ดีจนรู้สึกว่าเกมอื่นๆในแนวเดียวกันนั้นดูเหมือน
ว่าไม่ตั้งใจทำไปเลย
-ปริศนาที่ชวนให้ค้นหาและติดตามไม่ยากจนเกินไป
-Boss ใหญ่และรอง Boss แต่ละด่านมีความอลังการ -การเอาชนะบอสแต่ละตัวด้วยวิธีีที่แตกต่างกันและไม่ยากถึงขนาดต้องใช้ความอดทน+ทรมานในการเคลียร์
-เพลงประกอบที่อลังการ เสียงเอฟเฟคและดนตรีจากภาคก่อนๆถูกนำมาใ้ช้และทำใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

Weak
-มุมกล้องที่หมุนไปเจอมุมอับทำให้มองไม่เห็นตัวเราหรือศัตรูแถมยังชวนเวียนหัวในบางครั้ง
-interface ของเกมส์และการควบคุมยังดูซับซ้อน

Score 10 / 10
*ไม่มีคะแนนให้หัิก เพราะผมว่าข้อเสียเล็กๆน้อยๆถ้าเทียบกับเวลาและความตั้งใจที่ทำออกมา ถือว่าเป็นเรื่องขี้ผงไปเลย ต้องมาเล่นเอง แล้วจะรู้ว่าเกมส์ Action+RPG ที่สุดยอดนั้นสุดยอดยังไง ทำไมถึงควรได้เต็ม 10....ลองดิรูปจาก ign.com

Monday, April 28, 2008

My Game's REVIEW : Tom Clancy's Ghost Recon Advanced Warfighter 2

แต่เดิมนั้น Ghost Recon Advanced Warfighter (GRAW) ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเกมในรูปแบบของ Console หรือพูดโดยใจความง่ายว่าสามารถเข้าถึงตัวเกมได้เพียงปุ่มไม่กี่ปุ่มตัวเกมหลัก จึงไม่ได้เน้นเรื่องรูปแบบในการเล่นแบบ Tactical Shooter มากนัก
หน่วย Ghost กับเทคโนโลยีทางทหารในอนาคต

ใน GRAW2 นั้นตัดความยากตามแบบฉบับของเกม Tactical Shooter ออกเพื่อนำเสนอการดำเนินเรื่องไปอย่างลื่นไหล ในแบบ Cinematic เหมือนกับเราได้ดูหนังสงครามไปด้วย

ระบบ Cross - Com รูปแบบใหม่ที่ทำให้เราสามารถบังคับและสั่งการ UAV, M1A1, Littlebird รวมทั้งลูกทีมของเราเองด้วยมุมมองของยูนิตนั้นๆได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าหน่วยGhostใช้เทคโนโลยีของตัวเองได้อย่างคุ้มค่า
และมันทำให้การวางแผนรวบรัดและรวดเร็วมากกว่าที่คิด

ผมอาจจะเริ่มโดยการบังคับUAVด้วยตนเองเพื่อสแกนหาศัตรูที่อยู่ตามซอกตึกจากนั้นผมก็สั่งลูกทีมขึ้นประจำตำแหน่งอยู่บนตึกและให้ทหารอีกหน่วยหนึ่งค่อยๆเลาะริมตึกสั่งเก็บทหารที่ละกองด้วย Cross - Com (ใน GRAW2 บางด่านเราสามารถมีลูกทีมมากกว่า 3 คน)

Score 8 / 10
Good
- Graphic ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น bug ในเกมน้อยกว่าภาคที่แล้ว
- ระบบ Cross-com มี interface ที่ใช้งานได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น สามารถเห็นมุมมองของยูนิตที่เราควบคุมได้ทันที ช่วยให้มีผลกับการวางแผนการเล่นได้ง่ายขึ้น
- AIของลูกทีมเรามีความฉลาดมากขึ้น(ลูกทีมไม่วิ่งออกไปให้โดนยิงเองเหมือนภาคที่แล้ว ไม่มียูนิตพวกSniperออกไปเป็นกองหน้ากล้าตายแบบภาคก่อน)

Weak
- การนำเสนอภายในเกมยังขาดความเป็น Tactical Shooter ที่เคยมีในภาคก่อนๆบ่อยครั้งที่เราสามารถเดินลุยไปได้โดยแทบไม่ต้องวางแผนก่อนบุก
- เพลงประกอบซ้ำๆซากๆ วนไปวนมา
- ฉากจบไม่คุ้มกับที่เล่นซักเท่าไหร่

Tuesday, April 22, 2008

GaRRz.visual LIVE! in HABBO



Sony's PlayStation Home Expands Beta This Summer, Goes Open Beta Fall 2008

PlayStation Home, the long-awaited PlayStation 3 social networking++ app, is finally going to see open beta starting Fall 2008. Before that, if you're one of the few lucky users chosen by Sony, you'll be able to participate in the closed beta expanding some time in Summer 2008. No other real features have been announced lately, but if it's still kept all the details announced back at GDC 2008, there's going to be customizable avatars, modifiable living and common spaces, accomplishment galleries and lots of branding/third-party products. It's basically a Second Life that doesn't suck, and isn't full of (as many) weirdos.
TOKYO, April 22 /PRNewswire/
— Sony Computer Entertainment Inc. (SCEI) announced today that it will expand the Closed Beta testing forPLAYSTATION(R) Home in Summer 2008, inviting a further number of registrants from the PLAYSTATION(R)3 (PS3(R)) users.Following completion of the Expanded Closed Beta test, the PLAYSTATION Home Open Beta service will commence in Fall 2008.
"We understand that we are asking PS3 and prospective PS3 users to wait a bit longer,but we have come to the conclusion that we need more time to refine the service to ensure a more focused gaming entertainment experience than what it is today," said Kazuo Hirai, President and Group CEO, Sony Computer Entertainment Inc.

"Our overarching objective is to provide users with new gaming experiences that are available only on PLAYSTATION Home. Spending more time on the development and on the Closed Beta testing reaffirms our commitment to bringing a quality service, maintaining the PlayStation(R) tradition."
The PLAYSTATION Home Open Beta service that will become available in Fall 2008 will be built around providing new and fun community gaming experiences. Details of the Closed Beta testing features, registration for the test and the opening of the service will be announced as they become available.
credited by PlayStation 3's Virtual World

Monday, April 21, 2008

Interface Design Class Field Trip @ Children's Discovery Museum 16-04-2008




Interface Design Class Field Trip @ Children's Discovery Museum 16-04-2008 Part#4




Interface Design Class Field Trip @ Children's Discovery Museum 16-04-2008 Part#3

การออกแบบอุปกรณ์ต่างๆเพื่อใช้สื่อกับเด็กๆหรือคนที่มาเล่นก็ทำได้เข้าใจง่าย มีสีสันสดใสชวนให้น่าเล่น ของบางอย่างที่ดูซับซ้อนเล่นยากๆก็แก้ปัญหาด้วยคำอธิบายติดเอาไว้
แต่บางอย่างพอมาโชว์รวมกันมันก็ดูแปลกๆ
อ่ะ เจ๊คนนี้หลุดมาจากไหน!

Interface Design Class Field Trip @ Children's Discovery Museum 16-04-2008 Part#2

(ต่อๆ จาก PART#1)

อุปกรณ์ของที่นี่บางอย่างก็สนุกพอที่จะให้เหล่าลุงๆป้าๆไปแย่งเด็กๆเล่นกันได้เนอะ -_-"
นอกจากได้สนุกแล้วยังไห้ความรู้ได้ดีอีก

Interface Design Class Field Trip @ Children's Discovery Museum 16-04-2008 Part#1

Trip ลดอายุตะลุยแดนของเ้ด็กเล่นแบบมึนๆกับคนมึนๆ ณ พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑ์เด็กนี้ตั้งอยู่ในสวนสมเด็จ...อะไรสักอย่าง(ลืม -_-") แต่จะสังเกตง่ายกว่าถ้าบอกว่ามันอยู่ข้างหลัง JJ MALL จตุจักรอ่ะ
พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งมาเพื่อเน้นให้ความรู้กับเด็กในด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เข้าใจว่าคงจะให้้เด็กได้เล่นสนุก+เรียนรู้ไปกับเครื่องมือต่างๆที่เค้าจัดให้ (ตอนเราเด็กๆไม่มีอย่างงี้มั่งฟร่ะ)

"Discovery Learning Process"
ณ จุดรวมพล ฟังคำชี้แจงจากผู้คุมศุนย์!!! ก่อนแยกย้ายกันไปแย่งเด็กเล่น

Saturday, April 19, 2008

XOS Exoskeleton ชุดหุ่นยนต์เพิ่มพลัง

XOS ของ Sarcos-Raytheon เป็นชุดหุ่นยนต์ใช้สวมใส่เพื่อเพิ่มพลังให้กับเรา โดยโครงสร้างชุดทั้งหมดจะถูกออกแบบมาให้พอดีกับร่างกายของมนุษย์ พอเราใส่ชุดนี้แล้วเราจะสามารถยกของหนักได้ถึง 200 ปอนด์ สามารถเคลื่อนไหว และมีพละกำลังเกินมนุษย์ธรรมดา พร้อมยังให้ผู้สวมใส่มีความรู้สึกว่าตัวเองหนักแค่ 20 ปอนด์หรือรู้สึกตัวเบาขึ้นนั่นเอง


ชุดสูทตัวนี้จะมีระบบกล้ามเนื้อไฮดรอลิค (hydraulic muscles)
พร้อมเซ็นเซอร์ควบคุมด้วยระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่จะคอยจับ ความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อผู้สวมใส่ แล้วจะส่งแรงออกไปมากขึ้น ช่วยให้เรารู้สึกเหมือนซูปเปอร์แมน ลองนึกดูถ้าเราใส่ชุดนี้แล้วชกใครสักคน คนนั้นคงลอยปลิวไปไกล คนที่ใช่ชุดนี้คงจะวิ่งได้เร็วขึ้น กระโดดข้ามตึกได้ กระโดดขึ้นลงบันไดได้เหมือนในมิวสิควีดิโอ Jump ของมาดอนน่า
credited by gizmodo.com